ความเป็นมา

“สักวันผมต้องสร้างเด็กชาวเขาให้มีคุณภาพชีวิต อย่างน้อยต้องดีกว่าผม อยากให้เขามีการศึกษา มีงานทำ เพื่อที่วันนึงเขาจะกลับไปช่วยเหลือครอบครัวได้”

นี่คือความตั้งใจแรกของอาจารย์สมชาย พรสิริวงศ์ หรือที่รู้จักกันในนามของสล่า(อาจารย์) ของบ้านเด็กธารพระพร ที่ปรารถนาจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กๆบนดอยให้ดีขึ้น   ทั้งด้านการศึกษา สุขอนามัย  ความเป็นอยู่ และในด้านของจิตวิญญาณความเชื่อด้วย

อาจารย์สมชายเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ยากจน พ่อแม่เป็นชาวลาหู่ที่มาจากพม่า แล้วมาตั้งรกรากที่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากความอัตคัดของครอบครัวจึงทำให้พ่อแม่จำต้องส่งท่านมาอยู่โรงเรียนประจำสำหรับเด็กชนเผ่าในเมืองเชียงราย

”ตอนนั้นถ้าใครเรียนจบ ม.6 นี่ถือว่าสุดยอดแล้ว ตอนนั้นผมมีความฝันว่าอยากเป็นนักปกครอง นายอำเภอ แต่เรียนไม่เก่งมาก ก็เลยเลือกที่จะเรียนต่อปริญญาตรีด้านศาสนศาสตร์คริสเตียน ตอนนั้นลำบากมากเพราะต้องหาเงินส่งตัวเองเรียน และเนื่องจากเป็นเด็กดอย ก็มักจะถูกมองว่าเป็นชนกลุ่มน้อย เวลาพูดภาษาไทยไม่ชัด ก็จะโดนล้อต่างๆนาๆ”

นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์สมชายมีความคิดที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กด้อยโอกาสให้มีที่ยืนในสังคม โดยเริ่มต้นที่การศึกษา เพราะในหมู่บ้านที่อาจารย์อยู่ ส่วนใหญ่เด็กผู้ชายจะมีปัญหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งรับจ้างขนยา ค้ายา ส่วนเด็กผู้หญิงก็แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตคู่ สุดท้ายก็จบลงที่การหย่าร้าง ไปทำงานในเมืองใหญ่ ทิ้งลูกหลานไว้ให้พ่อแม่เลี้ยงดู เป็นวงเวียนชีวิตที่เป็นอยู่อย่างนี้ไม่มีจบสิ้น

“วันหนึ่ง มีคุณยายท่านหนึ่งพาเด็กชายคนหนึ่งมาหาผมที่บ้าน แล้วก็บอกผมว่าแม่ของเด็กคนนี้หายสาบสูญ ส่วนพ่อก็ติดยาเสพติดไม่ได้สนใจลูก ยายเป็นคนเลี้ยง แต่ยายก็เลี้ยงเด็กได้ไม่ดีพอ น้องขาดเรียนบ่อยมากจนเวลาเรียนไม่พอ จากนั้นอีกไม่กี่วัน เพื่อนผมก็พาเด็กผู้ชายอีกคนมาฝาก แล้วก็บอกว่าพ่อเด็กติดคุก แม่มีสามีใหม่ เด็กไม่ถูกกับพ่อใหม่ ก็เลยต้องอยู่กับตา ผมมองดูเด็ก 2 คนนี้ และทำให้คิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่จะทำสิ่งที่อยู่ในใจมานาน”

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้อาจารย์สมชายและภรรยาตัดสินใจเปิดบ้านพักเด็กขึ้น โดยได้รับที่ดินจากมูลนิธิบ้านนกขมิ้น เริ่มต้นสร้างบ้านพักเด็กหลังเล็กๆโดยใช้ไม้ไผ่ที่หาได้ในพื้นที่ ที่หมู่บ้านสันก้างปลา อำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย เมื่อปี 2014 แล้วรับเด็กสองคนนั้นมาอยู่ ส่งเสียให้เรียน พร้อมทั้งยินดีรับเด็กกำพร้า เด็กยากจน เด็กด้อยโอกาสให้เข้ามาอยู่ในบ้านแห่งนี้ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่มาจากบนดอย เป็นเด็กชนเผ่าต่างๆ เช่นลาหู่ อาข่า ลีซอ ม้ง ทั้งที่เป็นคริสเตียนและที่ไม่ใช่คริสเตียน เพื่อที่เด็กๆจะได้รับโอกาสใหม่ๆ มีชีวิตใหม่ และมีอนาคตที่ดีขึ้น เป็นพระพรให้กับครอบครัว ชุมชนและสังคมต่อไป โดยให้ความช่วยเหลือเด็กๆในด้านการศึกษา ให้เด็กมีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย มีอาหารที่ถูกสุขอนามัย และที่สำคัญมีการอบรมสั่งสอนในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมตามหลักการของพระคัมภีร์ 

“จริงๆผมเริ่มต้นมูลนิธิธารพระพรใหม่เพราะความสงสารเด็กๆสุดหัวใจ มีเด็กบนดอยหลายคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ติดยาเสพติด ครอบครัวหย่าร้างแตกแยกกัน พวกเขาต้องการความช่วยเลหือ ต้องการคนที่จะหยิบยื่นโอกาสสักครั้งในการเริ่มต้นใหม่ ผมเองก็เคยอยู่หอพักคริสเตียนมาก่อน โดยพระคุณของพระเจ้า ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนหนังสือและได้รับเชื่อพระเยซู ถ้าหากวันนั้นผมไม่ได้เข้ามาอยู่ที่หอพัก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ชีวิตจะเป็นยังไง แล้วผมเชื่อว่าสถานที่แห่งนี้จะสามารถสร้างคนได้ ก็เลยทำให้ผมเริ่มต้นที่จะดูแลเด็กๆที่มีคนเอามาฝาก”

จากเด็ก 2 คนในวันนั้น ได้เพิ่มมากเป็น 29 คน และปัจจุบันได้ทวีคูณขึ้นเป็น 65 คน โดยได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อเออร์วิน ชาวสวิสเวอร์แลนด์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ซึ่งท่านได้เป็นผู้สนับสนุนในพันธกิจของมูลนิธิธารพระพรใหม่มาโดยตลอด อาจารย์สมชายและภรรยา เป็นเสมือนคุณพ่อคุณแม่ของเด็กๆเหล่านี้ ที่ไม่เพียงให้ความใส่ใจเรื่องความเป็นอยู่เท่านั้น แต่ทั้งสองท่านยังไม่ลืมที่จะแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้าให้กับเด็กๆทุกคนโดยการนมัสการและเรียนพระคัมภีร์เพื่อสร้างสาวก พร้อมทั้งการออกไปประกาศข่าวประเสริฐตามหมู่บ้านต่างๆเป็นประจำ

ไม่เพียงเท่านั้น มูลนิธิธารพระพรใหม่ ยังมีโอกาสแบ่งปันพระพรผ่านโครงการต่างๆไปยังพี่น้องบนดอยที่ยากจน ด้วยการมอบข้าวสารอาหารแห้ง เพราะเชื่อว่าการให้เป็นเหตุให้มีความสุขมากยิ่งกว่าการรับ และเป็นโอกาสที่ผู้คนจะได้สัมผัสถึงความรักของพระเจ้าได้อีกด้วย

“ ในสุภาษิต22:6 กล่าวว่า จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเติบใหญ่ เขาจะไม่พรากจากทางนั้น ผมเชื่อว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่เรียกให้ผมทำพันธกิจนี้เพื่อสร้างชีวิตของเด็กๆให้เติบโตขึ้นเป็นสาวกของพระเยซู สิ่งที่ผมอยากจะเห็นมากที่สุดในชีวิตของเด็กๆคือ ผมอยากเห็นเขามีอนาคตที่ดี มีงานทำ เป็นคนดีของสังคม สามารถช่วยเหลือครอบครัวที่อยู่ทางบ้านได้ และที่สำคัญอยากเห็นพวกเขาต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด”